แมมโมแกรม

 

แมมโมแกรมคืออะไร

แมมโมแกรมคือ การถ่ายเอกซเรย์เต้านมทั้ง 2 ข้าง ตามปกติจะทำ 2 ท่า คือถ่ายเต้านมด้านตรง (Craniocaudal view- CC) และแนวเอียง (Mediolateral oblique-MLO)

ทำไมต้องทำแมมโมแกรม

ปัจจุบันนี้อุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมในประเทศไทยพบสูงขึ้นเรื่อยๆ ในกรุงเทพฯ มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของผู้หญิง แมมโมแกรมเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับจาก ทั่วโลกว่ามีประสิทธิภาพที่สุดในการตรวจพบหินปูนในเต้านม ซึ่งหินปูนบางชนิดพบในมะเร็ง เต้านมระยะเริ่มแรกซึ่งไม่สามารถค้นพบจากการตรวจร่างกาย

อายุเท่าไรที่สมควรทำแมมโมแกรม

ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ผู้ที่มีญาติสายตรง (มารดา, พี่สาว, น้องสาว) เป็นมะเร็งเต้านม ควรเริ่มตรวจเมื่ออายุเท่ากับญาติสายตรงที่เป็นลบอีก 5 ปี

ควรทำแมมโมแกรมบ่อยเพียงใด

ผู้หญิงทั่วไปที่ไม่มีอาการผิดปกติควรรับการตรวจทุก 1-2 ปี

กลุ่มใดบ้างที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ควรมาตรวจแมมโมแกรมทุก 1 ปี

 
ผู้หญิงที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม (มารดา , พี่สาว , น้องสาว , บุตรสาว)
 
ผู้ที่เคยรับการฉายแสงเพื่อรักษาโรคมะเร็งชนิดอื่นที่บริเวณหน้าอก
 
ผู้ที่รับยาฮอร์โมนอย่างสม่ำเสมอ
 
ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมแล้ว 1 ข้าง
 
ผู้ที่ได้รับการเจาะตรวจชิ้นเนื้อพบภาวะที่เรียกว่า Atypical ductal hyperplasia

กำลังมีประจำเดือนอยู่ทำแมมโมแกรมได้หรือไม่

พบว่าระยะของประจำเดือน ไม่มีผลต่อภาพที่ได้จากแมมโมแกรมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ช่วงที่ใกล้มีประจำเดือน หรือกำลังมีประจำเดือนอยู่ เต้านมจะมีการคัดตึงตามธรรมชาติ ทำให้เจ็บเวลากด เต้านมขณะทำแมมโมแกรม ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการตรวจคือ 7-14 วันหลังมีประจำเดือน อย่างไรก็ตาม ท่านไม่ต้องกังวลถ้าวันนัดของท่านไม่ตรงกับช่วงเวลาดังกล่าว

ทำแมมโมแกรมเจ็บหรือไม่

ขั้นตอนการตรวจแมมโมแกรมจำเป็นต้องมีการกดเต้านม โดยมีจุดประสงค์หลัก เพื่อทำให้เนื้อเต้านมแผ่ออกไม่บังสิ่งผิดปกติถ้ามี

นอกจากนี้ยังลดปริมาณรังสีที่เต้านมจะได้รับ แต่ท่านไม่ต้องกังวลว่าการตรวจจะเจ็บมาก เพราะจากการศึกษาของศูนย์ตรวจวินิจฉัยเต้านมโรงพยาบาลรามาธิบดี จากจำนวนผู้รับการตรวจ 765 ราย 23% บอกว่าไม่เจ็บเลย, 48% เจ็บเล็กน้อย 25% เจ็บปานกลาง มีเพียง 4 % ที่บอกว่าเจ็บมาก

การทำแมมโมแกรมได้รับรังสีมากไหม

ปริมาณรังสีที่ได้รับจากการทำแมมโมแกรมน้อยมากๆ ไม่มีรายงานว่าทำให้เกิดอันตรายในระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนการตรวจท่านควรแน่ใจว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทารกได้รับรังสีโดยไม่จำเป็น

การทำแมมโมแกรมเชื่อถือได้ 100% หรือไม่ว่าจะไม่พบมะเร็ง

มีภาวะบางประการที่ทำให้แมมโมแกรมมีข้อจำกัด ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ความหนาแน่นของเนื้อเต้านม เต้านมคนเรามีส่วนประกอบหลักๆ คือ ส่วนที่เป็นเนื้อของเต้านม (รวมท่อน้ำนม , ต่อมน้ำนม , เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน) และส่วนที่เป็นไขมัน ในรายที่เนื้อเต้านมหนาแน่นมาก เช่น อายุน้อย เนื้อเต้านมมีโอกาสบังสิ่งผิดปกติทำให้ตรวจไม่พบ นี่เป็นเหตุผลประการหนึ่งที่เราไม่ทำแมมโมแกรม ในผู้หญิงอายุน้อยที่ไม่มีอาการผิดปกติของเต้านม

นอกจากนี้มะเร็งระยะต้นบางกรณี อาจตรวจพบได้ยาก หรือไม่สามารถแยกจากความผิดปกติที่ไม่ใช่มะเร็งได้ โดยรวมแมมโมแกรม อาจให้ผลปกติแม้มีมะเร็งเต้านมอยู่ โดยมีโอกาสพบกรณีเช่นนี้ได้ประมาณ 10% ดังนั้นที่ศูนย์ตรวจวินิจฉัยเต้านม จึงนำอัลตราซาวด์มาใช้เสริมกับแมมโมแกรม เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจมากขึ้น

การตรวจคัดกรอง (Screening) มะเร็งเต้านม นอกจากแมมโมแกรมแล้วยังมีวิธีอื่นหรือไม่

จริงๆ แล้วแมมโมแกรมเป็นเพียงหนึ่งในสามวิธีที่ใช้ในการตรวจหามะเร็งเต้านม ซึ่งประกอบด้วย:

 
1.
การตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน
 
2.
การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ได้รับการอบรมทุก 6 เดือน-1 ปี
 
3.
การตรวจแมมโมแกรมทุก 1-2 ปี

 

แหล่งที่มาข้อมูล http://www.yourhealthyguide.com/article/ac-mammogram.html


  • 16.jpg
    ช่วงปีสองปีนี้ เป็นอีกช่วงหนึ่ง ที่มีการรณรงค์ให้เช็ค มะเร็งปากมดลูก และก็มีคนมาตรวจกันเป็นระยะๆ และก็เหมือนเคย คือ ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่ง ที่ยังไม่ทราบว่า การตรวจภายในทำกันยังไง ใน...

  • 17.jpg
    สมาคมมะเร็งวิทยาในประเทศอเมริกาแนะนำว่า • อายุระหว่าง 20-39 ปี ควรมีการตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง ในช่วง 1 สัปดาห์ หลังจากหมดประจำเดือนในแต่ละเดือน • อายุระหว่าง 20...

  • 19.jpg
    ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจที่สุดคือ 5-7 วันหลังจากวันสุดท้ายของประจำเดือน เพราะจะเป็นช่วงที่เต้านมอ่อนนุ่ม ไม่มีการคัดตึงจากผลของฮอร์โมน ควรทำการตรวจอย่างสม่ำเสมอ ทุกเดือนด้วยขั้...

  • 20.jpg
    โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายของประชากรไทยเป็นอันดับ 3 เนื่องจากโรคมะเร็งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น สารก่อมะเร็งในอาหาร การสูบบุหรี่ การสัมผัสถูกกับสารก่อมะเร็ง ทั้งทางตรงและทางอ้อ...

  • 21.jpg
    Carcinoembryonic antigen (CEA)CEA เป็นแอนติเจนที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งพบครั้งแรกในปี 1965 โดยพบจาก adenocarcinoma ของลำไส้ใหญ่ต่อมาพบว่ามีในลำไส้ ตับ ตับอ่อน ของทารกในครรภ์...

  • 22.jpg
    การตรวจวัดระดับของอัลฟา-ฟีโตโปรตีนในเลือด ถือเป็นการตรวจทางชีวเคมีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดสำหรับการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับalpha-fetoprotein (AFP) จัดเป็นสารที่บ่งชี้มะเร็งตับห...

  • 23.jpg
    เรื่องน่ารู้ของมะเร็งปากมดลูกรองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัยยศ ธีรผกาวงศ์ หัวหน้าสาขาวิชามะเร็งนรีเวช ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ผู้หญิงที่เป็นโร...

  • 24.jpg
    หากสงสัย โดยเฉพาะคนที่มีอาการไข้เรื้อรังเป็นแรมเดือน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่พบอาการที่ชัดเจนอื่นๆ หรือมีอาการเข้าได้กับสัญญาณอันตรายประการใดประการหนึ่ง ควรส่งไปตรวจรั...

  • 34.jpg
    เคมีบำบัดหมายถึง การรักษาด้วยยา เพื่อควบคุมหรือทำลายเซลล์มะเร็ง โดยการออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโต และแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง บางครั้งอาจมีผลข้างเคียง เช่...

  • 25.jpg
    เป็นยาหรือสารเคมีที่ใข้ในการรักษามะเร็ง อาจให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างเดียว หรือให้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่น ยาเคมีบำบัดเมื่อให้เข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายเซลมะเร็ง เเละทำลายเซลปก...

  • 26.jpg
    เตรียมตัวเพื่อรับยาเคมีบำบัด มะเร็งเป็นโรคหนึ่ง ที่คุกคามมนุษย์มากขึ้นทุกขณะ สามารถเกิดขึ้นได้ในเกือบทุกระบบของร่างกาย เมื่อเป็นแล้วก็จำเป็นต้องรักษา ซึ่งอาจต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน...

  • 27.jpg
    เคมีบำบัดคืออะไร (Chemotheoapy)เคมีบำบัดคือ การใช้ยาเพื่อรักษาโรค ซึ่งมาจากคำ 2 คำ มารวมกันคือคำว่าเคมี (Chemical) และบำบัด (Therapy) หรือรักษา (Treatment) ปัจจุบัน เคมีบำบัดใช้สำ...

  • 29.JPG
    อาการข้างเคียง ของ เคมีบำบัด ปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารยาบำบัดมะเร็ง ทำให้ระคายเคืองต่อเซลล์บุทางด้านอาหาร แล้วยังมีผลต่อสมอง ส่วนที่ควบคุมการอาเจียน ดังนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่น...

  • 30.jpg
    การรักษามะเร็งเต้านม การรักษามะเร็งเต้านมมีหลายวิธีขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละคน โดยมีจุดประสงค์เพื่อกำจัดเนื้อร้ายให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ มะเร็งเต้านมในระยะแรกสามารถรักษาไ...
Visitors: 17,342